วางแผนจ่ายประกันอย่างไรให้ไม่เดือดร้อน
ทุกวันนี้ “รายจ่าย” แทบจะสวนทางกับ “รายได้” ที่เงินเดือนออกทีก็ต้องจ่ายค่านั้นค่านู้น ค่านี่เต็มไปหมดถูกมั้ยครับ ซึ่งหากเราทำแผนประกันไม่พอดีๆ ก็อาจจะทำให้เงินติดลบได้อย่างมากเลยครับ บทความนี้เลยจะพาทุก ท่านไปพบกับ “วางแผนจ่ายประกันอย่างไรให้ไม่เดือดร้อน” กันครับ จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น…เราไปชมกันเล้ยย!!!
วางแผนจ่ายประกันอย่างไรดี
– ผ่อนผันการชำระเบี้ยประกัน โดยปกติหากครบกำหนดชำระเบี้ยแล้ว สามารถขอผ่อนผันการชำระเบี้ยได้ไม่เกิน 31 วันนับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระเบี้ย แต่ข้อควรระวังคือหากเสียชีวิตในระหว่างขอผ่อนชำระเบี้ย บริษัทจะหักเบี้ยประกันที่ยังไม่จ่ายออกจากทุนประกันชีวิต และต้องระวังอย่าปล่อยให้เลย หรือพ้นระยะเวลาผ่อนผันเป็นอันขาด
– เปลี่ยนงวดการชำระเบี้ยประกัน สามารถแจ้งความประสงค์เปลี่ยนรูปแบบการชำระเบี้ยจากรายปี มาเป็นรายเดือน ราย 3 เดือน หรือ 6 เดือน ช่วยลดภาระ และความเสี่ยงในการเก็บเงินก้อนได้ แต่ข้อเสียคือเราจะเสียค่าเบี้ย
– ลดจำนวนเงินเอาประกันภัยลง ช่วยให้เราจ่ายเบี้ยได้น้อยลง โดยที่จำนวนเงินเอาประกันที่ขอลดจะต้องไม่ต่ำกว่าทุนประกันขั้นต่ำที่บริษัทกำหนด และต้องไม่เป็นหนี้กับบริษัทในขณะนั้น ถึงจะสามารถทำได้
– เปลี่ยนแบบประกันที่ถูกลง หากมีระบุไว้ในกรมธรรม์ หรือได้รับความเห็นชอบจากบริษัท เราสามารถขอเปลี่ยนแบบกรมธรรม์เป็นแบบอื่นที่ถูกลงได้ตามที่บริษัทกำหนดไว้ในเงื่อนไข โดยอาจมีส่วนต่างของเบี้ยประกัน หรือเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์แล้วแต่กรณี แต่เราจะต้องไม่ลืมว่าการพิจารณาประกันแบบใหม่นั้น ต้องตรงความต้องการของตัวเองเป็นสำคัญ
วางแผนจ่ายประกันอย่างไร
กลุ่มที่มีรายได้หลักมาจากเงินเดือน เพราะมีรายได้สม่ำเสมอและแน่นอน โดยหลักการเบื้องต้น คือ ควรแบ่งเงินประมาณ 10 – 20% ของรายได้ในแต่ละเดือนมาทำประกัน และเพื่อไม่ให้กระทบกับเงินก้อนอื่น ๆ การทำประกันควรคำนึงถึงประโยชน์ของการทำประกัน ผลประโยชน์ทางด้านภาษี วงเงินความคุ้มครองเงินเก็บในอนาคต รวมถึงสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล หากเกิดการเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุไว้ด้วย
แล้วหลักการทำประกันที่ดีจะดูอะไรบ้าง?
- พิจารณารายได้ การทำประกันนั้นอาจถือเป็นหนึ่งในการออมทางเลือกที่หลายคนให้ความไว้วางใจ ที่นอกจากจะเป็นการเก็บเงินก้อนแล้ว ยังเป็นการรองรับความเสี่ยงที่ดีอีกด้วย แต่ทว่าหลายคนก็เลือกจะทำประกันที่มีวงเงินสูง ทำให้ต้องจ่ายเบื้ยประกันสูงตาม เราอาจมั่นใจกับการประกันภัยดังกล่าวในระยะสั้น ทว่าระยะยาวนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินได้ ประกันชีวิตที่เหมาะสมคือ 10-20% ของรายได้
- พิจารณาว่าเราเป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัวหรือไม่? ครอบครัวต้องพึ่งพิงรายได้ของคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเป็นหลัก ควรที่จะมีประกันชีวิตเพื่อคุ้มครอง เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น หรืออุบัติเหต จนไม่สามารถทำงาน หรือขาดรายได้ คนข้างหลังจะลำบาก แล้วควรจะทำประกันชีวิตเท่าไหร่ดี ก็ขึ้นอยู่กับ
- พิจารณาความเสี่ยงในการทำงาน รวมไปถึงการเดินทางก็นับเป็นความเสี่ยงประการหนึ่ง หากทำงานใกล้บ้าน งานออฟฟิศ อาจใช้เป็นการทำประกันสุขภาพ ที่มีความเกี่ยวข้องกับออฟฟิศซินโดรม แต่ถ้าออกต่างจังหวัดบ่อย งานมีความเสี่ยงสูง ประกันอุบัติเหตุและประกันชีวิตอาจมีความสำคัญมากขึ้น
- พิจารณาความเสี่ยงด้านสุขภาพ ซึ่งแม้ว่าจะดูแลสุขภาพดีแค่ไหนแต่ความเสี่ยงในโรคภัยก็ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การทำประกันสุขภาพไว้ล่วงหน้าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการแบ่งเบาความเสี่ยงที่อาจเกิดในอนาคต
และนี้ก็คือข้อมูลเกี่ยวกับ “วางแผนจ่ายประกันอย่างไรให้ไม่เดือดร้อน” ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ หวังว่าจะเป็นแนวทางความรู้ที่ดีครับ หวังว่าจะชอบอ่านกันนะครับ